Facebook Twitter
gPlus 

Be Peerapat การกลับมาอีกครั้งของ บี พีระพัฒน์

7 สิงหาคม 2557 11:45 น. | อ่านแล้ว 1,706

Be Peerapat การกลับมาอีกครั้งของ บี พีระพัฒน์

ห่างหายจากการทำอัลบั้มเต็มไปถึง 4 ปี แต่ บี พีระพัฒน์ เถรว่อง นักร้องหนุ่มเสียงทรงพลัง ยังคงมีผลงานให้แฟนๆ ได้ติดตามอย่างไม่ขาดสาย ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานอกจากงานเพลง บีได้ร่วมเล่นละครเวทีเป็นครั้งแรก และยังมีงานคอนเสิร์ตใหญ่เป็นครั้งแรกของตัวเองเมื่อปีก่อน ก่อนพร้อมเริ่มโปรเจคท์ใหม่กับแนวดนตรีที่กลับสู่ ‘ราก’ และบ้านเก่าค่าย LoveIs BEC-TERO MUSIC และมีซิงเกิ้ลล่าสุดให้เราได้ฟังกันให้หายคิดถึง

SeedMCOT : หายไปจากการทำอัลบั้มเต็มกว่า 4 ปี ไปทำอะไรมาบ้าง

Be Peerapat : “หลายอย่างมากครับ ไปแต่งงาน เล่นละครเวที แล้วก็มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองเมื่อปีที่แล้วครับ แล้วก็กลับมาอยู่กับพี่บอย โกสิยพงษ์ อยู่กับค่าย LoveIs”

SeedMCOT : เหตุผลที่ร่วมงานกับพี่บอยอีกครั้ง

Be Peerapat : “มันเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตครับ เพราะผมอยู่กับพี่บอยตั้งแต่ยุคค่ายเบเกอรี่ ผมเข้าไปอยู่เบเกอรี่แป้ปเดียว ค่ายก็ปิด ผมอยู่กับพี่บอยไม่กี่เดือน พี่บอยก็ลาออก แล้วผมก็ต้องย้ายมาอยู่ที่ Sony พอหมดสัญญากับ Sony ผมก็ตามมาอยู่ที่ LoveIs ได้แป้ปเดียวเองผมก็ต้องแยกกับวง (Crescendo) ผมก็ย้ายไปอยู่ที่ Warner Music พอหมดสัญญากับทางนั้นผมก็ไปทำซิงเกิ้ลกับแกรมมี่ 2 ซิงเกิ้ล แต่มันก็ยังไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ ก็เลยได้คุยกับพี่บอยว่าผมอยากจะทำงานด้วย พี่ยังอยากจะทำงานกับผมไหม พี่บอยก็บอกว่าโอเค อยากทำสิครับ ก็ได้คุยกัน ซึ่งเราไม่ได้ร่วมงานกันอย่างจริงจังเลย ตลอดเวลา 10 ปี แต่เราก็ยังทำงานกันแบบพี่น้องตลอด ผมมีอัลบั้ม พี่บอยก็มาแต่งเพลงให้ผม อย่างเพลง พูดตรงๆ พี่บอยก็เป็นคนเขียนให้ ทุกอัลบั้มก็จะมีเพลงที่พี่บอยเขียนให้มาตลอด แต่ยังไม่เคยเป็นศิลปินของพี่บอยเลย ทั้งๆ ที่พี่บอยเป็นคนค้นพบผม 10 ปีผ่านไป ผมก็ได้มาอยู่ภายใต้การดูแลของพี่บอยเต็มตัว ถ้าไม่ได้นับตอน Crescendo นะครับ ได้คุยกันกันกับพี่บอย พี่บอยก็หัวเราะ บอกว่า เออจริงด้วย เค้าบอกว่ามันเป็น Destiny (หัวเราะ)”

SeedMCOT : ช่วงเวลาที่พักการทำเพลงไป มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง

Be Peerapat : “ที่แน่นอนอย่างแรกเลยคือเรื่องสุขภาพ สุขภาพดีขึ้น หลังจากช่วงที่เล่นละครเวที ร่างกายผมแย่มาก ใช้ร่างกายหนักมาก เพราะละครเวทีซ้อมหนัก ซ้อมจนป่วยไปเลย และเข้าโรงพยาบาลด้วย พอหลังจากเล่นละครเวที พอมีคอนเสิร์ตใหญ่ปีถัดมา ผมเริ่มคิดมากแล้วว่าผมจะไหวไหม ผมต้องร้องเพลงคนเดียว 3 ชั่วโมง แล้วต้องเต้นด้วย ผมก็เลยเริ่มออกกำลังกาย เริ่มฟิต เริ่มหาจักรยานมาขี่ เริ่มดูแลสุขภาพตัวเองทุกอย่าง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เหมือนคนปกติทั่วไป ทำงานเสร็จก็เหนื่อย นอนดีกว่า ดูแลตัวเองไม่ได้เต็มที่มากเหมือนกับตอนนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตอนนี้ผมสุขภาพดีขึ้นเยอะมาก มันก็ส่งกลับมาที่เรื่องงานด้วย มันทำให้ผมมีความรู้สึกอยากบอกคนอื่น ว่าเราได้รับอะไรดีๆ เราอยากแชร์ต่อว่ามันดีนะ สำหรับการที่เรามีสุขภาพดี เลยเป็นที่มาของซิงเกิ้ลแรก เพลง น๊ะ”



SeedMCOT : ที่มาของเพลง น๊ะ

Be Peerapat : “มันมาจากตอนแรกที่ผมสุขภาพห่วยมาก เดี๋ยวก็เป็นกรดไหลย้อน เป็นนู่น เป็นนี่ แล้วภรรยาผม (ลินา ลีนุตพงษ์) ก็เลยแต่งเพลงนี้ขึ้น ผมแต่งทำนองเสร็จ แล้วลินาเค้าก็เขียนเนื้อเพลงนี้ให้ผม คือเค้าว่าผมนี่แหละที่ไม่ดูแลตัวเอง ผมอ่านเนื้อแล้วผมก็หัวเราะ จริงเหรอ จะให้ร้องอย่างนี้เหรอ แต่พอร้องไป ร้องมา มันก็สนุกดี น่ารักดี มีความเป็นห่วงเป็นใยอยู่ในเพลง ก็เลยเอามาให้คนฟังๆ ด้วยดีกว่า ให้เค้ารู้สึกถึงเรื่องการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเลย ถ้าสุขภาพดี เราทำอะไรได้ทุกอย่าง เหมือนเป็นการบอกแฟนเพลงของเราด้วย เพราะเราก็อยู่กันมานานแล้ว 10 กว่าปี ก็เหมือนเป็นพี่ น้อง เป็นญาติกันแล้วล่ะ มีอะไรดีเราก็อยากแชร์ให้ คือความสุข ความสนุกผ่านทางเสียงเพลงเรามีให้กันมาตลอดอยู่แล้ว แล้วก็ยังมีซิงเกิ้ลอื่นๆ ในอัลบั้มที่ยังเป็นเพลงปกติก็มี ให้ทุกคนได้ฟังกันเหมือนเดิม”

SeedMCOT : การกลับสู่ ‘ราก’ เดิมของ บี พีระพัฒน์

Be Peerapat : “รากเดิม รากแรก คือรากของพี่บอย นี่คือจุดเริ่มต้นของผม เหมือน Begin Again เลย เริ่มต้นกลับมาครบ 10 ปี ปุ๊ป ผมมาเริ่มต้นใหม่กับค่ายของคนที่ค้นพบผม ให้โอกาสกับผม ตอนที่เป็น Crescendo นี่เราไปเดินขายอัลบั้มกัน ไม่มีใครเอาเลย แต่พี่บอยนี่แหละเป็นคนแรกที่ตกลงเซ็นสัญญาเลย ก็ยังตกใจกันอยู่เลยว่าทำไมมันง่ายอย่างนี้นะ ก็กลับมาเริ่มต้นใหม่กับพี่บอย และรากอีกรากหนึ่งคือดนตรี คือกลับมารากของดนตรีที่มีอิทธิพลกับผมมากที่สุดคือดนตรีโซล มีร็อคแอนด์โรลนิดหน่อย มีความเป็นแบล็คมิวสิค ตั้งแต่ผมร้องอยู่ที่แซกโซโฟนผับอยู่แล้ว”

SeedMCOT : เหตุผลในการย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น

Be Peerapat : “เหมือนเวลาเราลังเลที่จะไปข้างหน้า เหมือนเราเดินหาทาง แล้วคิดว่าไปทางไหนดีนะ มันเหมือนกับไม่รู้อะไรมันมาดลใจว่าถ้าเกิดเราไปข้างหน้าได้ไม่สุด เราก็กลับมาเริ่มใหม่สิง่ายที่สุด ก็กลับมาเริ่มต้นใหม่ซะ ในเมื่อเราไม่รู้จะเดินไปตรงไหน อิเล็กทรอนิกส์เหรอ จะไปแนวอาร์แอนด์บีจ๋า เต้นเยอะๆ คนฟังคงตกใจแน่ๆ เลย อยู่ดีๆ พลิกไปอย่างนั้น ก็เลยคิดว่า งั้นเรากลับมาที่รากของเราเลย ที่เรายังไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แฟนๆ ที่เคยติดตามกันมาน่าจะชอบครับ”

SeedMCOT : Album 3B

Be Peerapat : “อัลบั้มนี้ได้ร่วมงานกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนที่ยังไม่เคยได้ร่วมงานกันหลายคน อย่างแสตมป์ บุดด้า เบลส และมีอีกหลายๆ คนที่อาจจะพูดออกสื่อไม่ได้ด้วยปัญหาด้านค่ายเพลง ส่วนอัลบั้มนี้มีความเป็นวินเทจอยู่ ทั้ง 60s 70s 80s ก็จะเป็นพวกโซล ฟังกี้ ร็อคแอนด์โรล แล้วก็จะมีแดนซ์แบบ 80s มีพี่สมเกียรติ มาร่วมทำด้วย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจริงๆ แล้วก็มีพี่บอยมาเขียนเนื้อให้ด้วยครับ”

SeedMCOT : มุมมองด้านการทำเพลง

Be Peerapat : “ก็ยังคงเหมือนเดิมเลยครับ จุดยืนของเราคือเรามีอะไรดีๆ เราก็เอามาให้คนฟัง เรารู้สึกว่าเราหยิบของดีมาให้เขาแน่นอน เราต้องเป็นคนเลือกก่อน ถ้าของไม่ดีเราก็ไม่ให้เค้า เราเลือกแต่สิ่งที่ดีให้คนฟัง นักดนตรีเราก็คัดคนที่เรารู้สึกว่าดีที่สุด คือเราเลือกของที่ดีที่สุดให้เค้าตลอดมาและตลอดไป”

SeedMCOT : ตลอดเวลาการทำเพลงกว่า 10 ปี มองตัวเองชัดขึ้นไหม


Be Peerapat : “ชัดขึ้นครับ ต้องขอบคุณแฟนเพลง พวกเขาเหมือนกระจกนะครับ ทำให้เราเห็นตัวเอง เพราะการมองตัวเองแบบเรามันก็ไม่รู้เรื่องหรอก การได้ยินจากเค้า ทำให้เรารู้ว่าเขามองเราแบบไหน ก็ต้องขอบคุณแฟนเพลงที่เป็นกระจกให้มาตลอดเวลา ทำให้เราได้รู้ว่าเขามองเราแบบนี้นะ สิ่งไหนที่ทำให้เราอยู่มาได้ บางครั้งนิสัยที่ไม่ค่อยน่ารักเขาก็บอกเรานะ คือการเป็นร้องเพลงใครๆ ก็ทำได้ฝึกได้ แต่การเป็นนักร้องที่ดีบางครั้งก็ต้องได้รับคำแนะนำจากคนฟัง ถ้าไม่มีคนฟัง เราก็เป็นนักร้องที่ดีไม่ได้ เค้าจะคอยบอกเราว่าอันไหนดี ไม่ดี อย่างไร เราทำทั้งหมดก็เพราะคนฟัง”

ข้อมูลจาก SeedMCOT

กลับขึ้นด้านบน